ชีววิทยาของเซลล์ (Cell biology)


เซลล์เป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์หลาย ๆ เซลล์รวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อรวมกันเป็นอวัยวะ  สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีเพียงเซลล์เดียว บางชนิดมีหลายเซลล์ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีรูปร่าง ขนาด และโครงสร้างแตกต่างกัน

ทฤษฎีเซลล์
  1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบด้วยเซลล์หนึ่งเซลล์หรือมากกว่า (All living things are composed of cells (or cell products)
  2. เซลล์เป็นหน่วยโครงสร้าง การทำหน้าที่และการจัดระเบียบพื้นฐานในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด (The cell is the smallest unit of life)
  3. ทุกเซลล์มาจากเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ก่อน (Cells only arise from pre-existing cells)

โครงสร้างและองค์ประกอบของดีเอ็นเอ

กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (deoxyribonucleic acid) หรือ ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นกรดนิวคลีอิกที่พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ คน (human) สัตว์ (animal) พืช (plant) เชื้อรา (fungi) แบคทีเรีย (bacteria) และไวรัส (virus) เป็นต้น ดีเอ็นเอเป็นข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตซึ่งมีลักษณะที่ผสมผสานมาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อน ซึ่งก็คือ พ่อและแม่ (parent) และสามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป ซึ่งก็คือ ลูกหลาน (offspring) ข้อมูลทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการเรียงลำดับของเบส 4 ชนิดในดีเอ็นเอ โดยลำดับของเบสที่แตกต่างกันที่บรรจุอยู่ในโมเลกุลดีเอ็นเอเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตในการควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ ตลอดจนควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ

องค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ
ดีเอ็นเอเป็นพอลิเมอร์ของนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ซึ่งแต่ละหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ คือไนโตรจีนัสเบส น้ำตาลเพนโตส และหมู่ฟอสเฟต
เบส เป็นเบสที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เรียกว่า “ไนโตรจีนัสเบส” (nitrogenous base) ซึ่งแบ่งตามโครงสร้างได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. พิวรีน (purines) ประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นวงแหวน 2 วง มี 2 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine, A) และกวานีน (guanine, G)
2. ไพริมิดีน (pyrimidine) ประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นวงแหวน 1 วง ได้แก่ ไซโทซีน (cytosine, C) ไทมีน (thymine, T) ยูราซิล (uracil, U) โดยเบส C และ T พบเฉพาะใน DNA ขณะที่เบส U และ T พบใน RNA

น้ำตาล เป็นน้ำตาลดีออกซีไรโบส (deoxyribose sugar) ที่ประกอบด้วยคาร์บอน 5 อะตอม มีสูตรโมเลกุล คือ C5H10O4 และมีโครงสร้างโมเลกุล ดังนี้


หมู่ฟอสเฟต (phosphate group) คือ PO43- ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของกรดฟอสโฟลิก (phosphoric acid) มีสูตรโมเลกุล คือ H3PO4 มีโครงสร้างโมเลกุล ดังนี้

ขั้นตอนการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)

ขั้นตอนการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication) มีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ
  1. การเริ่มต้นการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (Initiation of DNA Replication)
  2. การขยายยาวของสายโพลีนิวคลีโอไทด์สายใหม่ (Polymerlization of DNA Replication)
  3. การสิ้นสุดการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (Termination of DNA Replication)
ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=cwRzplFt6A8

การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)

การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ หรือ ดีเอ็นเอ เรพลิเคชั่น (DNA replication, DNA duplication) คือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับทางชีววิทยาซึ่งเกิดขึ้นได้ในสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดเพื่อทำการจำลองดีเอ็นเอ(DNA)ของตนเองให้มีจำนวนเป็น 2 เท่าของดีเอ็นเอ (DNA)เดิมที่มีอยู่ หรือ เป็นการสร้างดีเอ็นเอ(DNA)ขึ้นมาอีกสายหนึ่ง

โดยที่กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในนิวเคลียส และเกิดขึ้นในช่วง S ของระยะอินเตอร์เฟส(interphase)ทำให้เห็นเส้นใยโครมาทิน(chromatin)ปรากฏเป็นเส้นคู่โดยแต่ละเส้นถูกเรียกว่าโครมาทิด (chromatid) ทั้ง 2 เส้นนี้จะติดกันตรงที่บริเวณเซนโทรเมียร์(Centromere) การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)จะสามารถพบได้ทั้งการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส(mitosis)และการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส(meiosis) การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)นี้เซลล์จะต้องใช้เอนไซม์ สารต่างๆ และพลังงานเป็นจำนวนมาก

เซลล์ของคนเรามีอัตราการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)ประมาณ 50 นิวคลีโอไทด์ต่อวินาที ในขณะที่พวกโปรคาริโอตจะมีอัตราการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)ที่เร็วกว่าประมาณ 10 เท่า หรือ 500 นิวคลีโอไทด์ต่อวินาที

การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)นี้จะเริ่มจากสายดีเอ็นเอ(DNA)เกลียวคู่จะถูกแยกออก แล้วทำการสร้างสายดีเอ็นเอ(DNA)ที่สามารถเข้าคู่กับสายของตนจนกลายเป็นดีเอ็นเอ(DNA)เกลียวคู่ทั้ง 2 สาย การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)นี้เป็นแบบกึ่งอนุรักษ์ (semiconservative replication) ในการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication) จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของนิวคลีโอไทด์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์(mutation)ได้

ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=cwRzplFt6A8
อ่านต่อ > ขั้นตอนการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication)

---
ที่มา:
การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA replication). (2018). เทคโนโลยีชีวภาพ แหล่งรวมความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพ. Retrieved 16 December 2018, from https://www.thaibiotech.info/what-is-dna-replication.php

โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของ DNA

องค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ (Chemical Composition of DNA) ประกอบด้วย
  1. น้ำตาล 2-Deoxyribose.
  2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous Base)
  3. หมู่ฟอสเฟต (Phosphate Group
ที่มา: http://educationalgenechromosome.blogspot.com/...

โมเลกุลของ DNA ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) โมเลกุลของนิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยส่วนย่อย 3 ส่วน ได้แก่ น้ำตาล เบส และหมู่ฟอสเฟต โดยนิวคลีโอไทด์จะเรียงตัวต่อกันเป็นสายยาว เรียกว่า พอลินิวพลีโอไทด์ (Polynucleotide)โมเลกุล DNA ประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายเรียงตัวสลับทิศทางกันและมีส่วนของเบสเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน
ที่มา: http://ib.bioninja.com.au/standard-level/...

สรุปสาระสำคัญ บทที่ 6 เทคโนโลยีดีเอ็นเอ (DNA Technology)

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/779741

ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอในด้านต่างๆ เช่น ใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมตัดต่อและถ่ายยีนที่ต้องการจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ได้เป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมสามารถทำาได้ทั้งในจุลินทรีย์ พืช และสัตว์

การเพิ่มจำานวนของ DNA ที่เหมือนๆ กันนั้นเรียกว่า การโคลนดีเอ็นเอและถ้า DNA บริเวณดังกล่าวเป็นยีนเรียกว่า การโคลนยีน การเพิ่มจำนวน DNA อาจทำได้โดยใช้พลาสมิดของแบคทีเรีย และเทคนิคพอลิเมอเรสเชนรีแอกชันหรือ PCR


การโคลนยีนโดยใช้พลาสมิดของแบคทีเรียเพื่อสร้างดีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์ อาจทำาได้โดยใช้เอนไซม์ตัดจำาเพาะตัดสาย DNA ที่มียีนที่ต้องการและตัดพลาสมิดที่จุดตัดจำาเพาะ เมื่อตัดสาย DNA ต่างโมเลกุลกันด้วยเอนไซม์ตัดจำาเพาะชนิดเดียวกัน ปลายสาย DNA จะมีลำาดับเบสที่เข้าคู่กันได้ และเชื่อมต่อกันได้ด้วยเอนไซม์ดีเอ็นเอไลเกสทำาให้ได้เป็นดีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์ จากนั้นถ่ายดีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์เข้าสู่เซลล์เจ้าบ้านเพื่อเพิ่มจำานวน การเพิ่มจำานวน DNA ด้วยเทคนิค PCR สามารถเพิ่มปริมาณของ DNA บริเวณที่ต้องการจากดีเอ็นเอแม่แบบที่มีปริมาณน้อยผ่านกระบวนการจำาลองดีเอ็นเอซ้ำากันหลายๆ รอบในหลอดทดลอง


ผลิตภัณฑ์ DNA ที่ได้จาก PCR สามารถตรวจสอบผลการเพิ่มปริมาณ DNA และหาขนาดของโมเลกุล DNA ด้วยวิธีเจลอิเล็กโทรฟอรีซิส ซึ่งเป็นเทคนิคการแยกโมเลกุล DNA ที่มีขนาดแตกต่างกันในสนามไฟฟ้าผ่านตัวกลางที่เป็นวุ้นแล้วเปรียบเทียบกับการเคลื่อนที่ของโมเลกุลดีเอ็นเอมาตรฐานที่ทราบขนาดและสามารถวิเคราะห์หาลำาดับนิวคลีโอไทด์ด้วยเครื่องหาลำาดับนิวคลีโอไทด์แบบอัตโนมัติ


เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ สามารถนำาไปประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์ในการวินัจฉัยโรค และใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม การประยุกต์ในด้านการเกษตรในการสร้างพืชหรือสัตว์ที่มีสมบัติตามต้องการ รวมทั้งประยุกต์ใช้ในด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม ในด้านนิติวิทยาศาสตร์สามารถใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอในการพิสูจน์ตัวบุคคลและหาความสัมพันธ์ทางสายเลือด อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต้องคำานึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพและชีวจริยธรรม


---
ที่มา: คู่มือครู ชีววิทยา เล่ม 2. 2561.  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 139

แผนภาพวงจร(Circuit Diagrams)

แผนภาพวงจรเรานิยมเรียกกันสั้นๆว่า วงจร โดยวงจรจะแสดงให้เห็นว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อด้วยกันอย่างไร อุปกรณ์ แต่ละตัวจะถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ดังตัวอย่างภาพที่ 1

ภาพที่ 1

แผนภาพวงจรและการวางอุปกรณ์(Circuit diagrams and component layouts)

วงจรจะแสดงการต่อที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การเขียนสายต่อทั้งหมดต้องลากด้วยเส้นตรง แต่การวางแบบอุปกรณ์ของจริงค่อนข้างจะแตกต่างจากวงจร ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น  ความลับก็คือให้เพ่งเล็งไปที่การต่อไม่ใช่มุ่งไปที่ตำแหน่งที่แท้จริงของอุปกรณ์

วงจรมีประโยชน์มากเมื่อเราต้องการรู้และทำความเข้าใจว่าโครงงานที่เราสร้าง-ประกอบทำงานอย่างไรหรือเมื่อต้องทดสอบการทำงาน ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไม่ในคำแนะนำหรือคู่มือ โครงงานจึงต้องมีวงจร รวมทั้งแบบสตริปบอร์ดหรือแบบปริ้นท์มาให้

ภาพที่ 2

การเขียนแผนภาพวงจร(Drawing circuit diagrams)

วิธีการเขียนวงจรไม่ได้ยากเลยแต่ต้องฝึกการขียนให้เรียบร้อยสะอาดตาจนชำนาญ  การเขียนวงจรมีความจำเป็นและมีประโยชน์มากสำหรับวิทยาศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  เพราะอย่างน้อยหากเราออกแบบวงจร ก็แน่นอนว่าต้องเขียนวงจรเอง
เพื่อให้เขียนวงจรได้ดีควรทำตามคำแนะนำดังนี้:
  • ให้แน่ใจว่าเราใช้ สัญลักษณ์ ของอุปกรณ์แต่ละตัวถูกต้อง
  • ใช้เส้นตรงเขียนเป็นเส้นต่อวงจร (ควรใช้ไม้บรรทัด)
  • ใส่จุดกลม (.) ที่จุดต่อระหว่างสาย
  • เขียนบอกค่ากำกับที่ตัวอุปกรณ์ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ
  • ขั้วบวก (+)ของแหล่งจ่ายไฟต้องไว้ข้างบน และขั้วลบ (-) อยู่ข้างล่าง  ขั้วลบใส่ค่า 0V (ศูนย์โวลท์)
หากวงจรมีความซับซ้อนมาก:
  • พยายามจัดวงจรให้สัญญาณไหลจากซ้ายไปขวา ด้านเข้าและการควบคุมต้องอยู่ทางซ้าย ด้านออกอยู่ทางขวา
  • อาจไม่จำเป็นต้องเขียนสัญลักษณ์ของแหล่งจ่ายไฟ แต่ต้องมีเส้นจ่ายไฟ(และอักษรกำกับ)ที่ด้านบนและล่าง


การใช้คอมพิวเตอร์ช่วย(CAD)

สำหรับนักอิเล็กทรอนิกส์มืออาชีพ  ปัจจุบันนิยมใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการเขียนวงจรและออกแบบแผ่นปริ้นท์ โดยโปรแกรมที่ใช้กันมากในบ้านเราก็คือ PROTEL, ORCAD, EAGLE เป็นต้น ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำให้สามารถเขียนวงจรได้เรียบร้อยสะอาด เป็นมาตรฐาน เก็บเป็นไฟล์  พิมพ์เมื่อไหร่ แก้ไขเมื่อไหร่ก็ได้  และยังสามารถนำไฟล์วงจรไปออกแบบแผ่น ปริ้นท์แบบลากลายเส้นเองอัตโนมัติได้ด้วย  แต่สำหรับมือใหม่ควรหัดเขียนด้วยมือก่อน

การเขียนแผนภาพวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์

วงจรสำหรับอิเล็กทรอนิกส์จะเขียนด้านขั้วบวก(+) ของแหล่งจ่ายไฟไว้ข้างบนและด้านขั้วลบ(-)ไว้ข้างล่าง ซึ่งการเขียนแบบนี้จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของวงจรได้ง่าย เพราะว่า แรงดันจะลดลงเมื่อเรามองเลื่อนลงมาทางข้างล่างของวงจร

วงจรสำหรับทางวิทยาศาสตร์นิยมเขียนแหล่งจ่ายไฟไว้ด้านบน ซึ่งก็ไม่ผิด แต่วิธีนี้จะไม่ช่วยเสริมความเข้าใจการทำงานของวงจร จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเขียนวงจรแบบนี้


---
ที่มา:
แผนภาพวงจร(Circuit Diagrams). (2018). Ice.co.th. Retrieved 14 December 2018, from http://www.ice.co.th/beginner/study/cdiags.htm

แผนภาพบล็อค (Block Diagrams)

แผนภาพบล็อคเรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า บล็อคไดอะแกรม ซึ่งใช้สำหรับแสดงเพื่อให้เราเข้าใจ(การออกแบบ)วงจรสมบูรณ์ได้ง่าย  โดยการจัดแบ่งออกเป็นส่วนๆหรือเป็นบล็อค  แต่ละบล็อคจะมีหน้าที่เฉพาะ มีการต่อแต่ละบล็อคเข้าด้วยกัน  ไม่มีการแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในบล็อค มีแต่ด้านเข้ากับด้านออกเท่านั้นที่ปรากฎ  การดูวงจรแบบนี้จะทำให้เข้าใจถึงระบบทั้งหมดได้โดยง่าย 

แหล่งจ่ายกำลัง(หรือแบตเตอรี่)ปกติจะไม่แสดงการต่อในแผนภาพวงจร

ระบบเครื่องขยายเสียง(Audio Amplifier System)


** แหล่งจ่ายกำลัง(ไม่ได้แสดง)ต้องต่อเข้ากับทุกบล็อคด้วย
  • ไมโครโฟน(Microphone) -เป็นตัวแปลงสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า(แรงดัน)
  • วงจรขยายภาคต้น(Pre-Amplifier) -ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียง(แรงดัน)ระดับต่ำๆจากไมโครโฟนให้สูงขึ้น
  • วงจรควบคุมเสียง(Tone and Volume Controls) - สำหรับปรับควบคุมเสียง
    โทนคอนโทรลสำหรับปรับความถี่เสียงสูง(แหลม)และความถี่เสียงต่ำ(ทุ้ม)
    วอลุ่มสำหรับปรับเร่งลดระดับสัญญาณ(ความดัง)
  • วงจรภาคขยายกำลัง(Power Amplifier) -ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงให้มีกำลังสูง
  • ลำโพง(Loudspeaker) -ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นเสียง

ระบบเครื่องรับวิทยุ(Radio Receiver System)


** แหล่งจ่ายกำลังไม่ได้แสดง
  • สายอากาศ(Aerial) - ทำหน้าที่รับสัญญาณวิทยุจากสถานีต่างๆ
  • จูนเนอร์(Tuner) - เลือกสัญญาณวิทยุเพียงสถานีเดียว
  • ดีเทคเตอร์(Detector) - คั้นแยกสัญญาณเสียงจากคลื่นพาห์ที่มากับสัญญาณวิทยุ
  • วงจรขยายเสียง(Audio Amplifier) - ขยายสัญญาณเสียงให้มีกำลังสูง
  • ส่วนนี้อาจจะแบ่งบล็อคเพิ่มเหมือนกับระบบเครื่องขยายเสียงด้านบน
  • ลำโพง(Loudspeaker) - แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นเสียง

ระบบแหล่งจ่ายกำลังแบบคุมค่า(Regulated Power Supply System)

  • หม้อแปลง(Transformer) - ทำหน้าที่ลดแรงดันจากไฟบ้าน กระแสสลับ 220โวลท์  เป็นไฟกระแสสลับแรงดันต่ำ
  • วงจรเรียงกระแส(Rectifier) - แปลงไฟกระแสสสับเป็นไฟกระแสตรงแต่ไฟกระแสตรงที่ได้ยังไม่เรียบ มีความพริ้ว(ripple)สูง
  • วงจรกรอง(Smoothing) - กรองไฟกระแสตรงให้เรียบ ลดความพริ้วให้ต่ำ
  • วงจรคุมค่า(Regulator) - กำจัดความพริ้ว ควบคุมไฟออกกระแสตรงให้คงที่

ระบบควบคุมแบบป้อนกลับ(Feedback Control System)


** แหล่งจ่ายกำลังไม่ได้แสดง
  • ตัวตรวจรู้(Sensor) - ตัวแปลงที่แปลงสภาวะของปริมาณที่ถูกควบคุมเป็นสัญญาณไฟฟ้า
  • ตัวเลือก(Selector) (ควบคุมด้านเข้า) - เลือกสภาวะที่ต้องการของด้านออก ปกติจะเป็นตัวต้านทานปรับค่าได้
  • วงจรควบคุม(Control Circuit) - เปรียบเทียบสภาวะที่ต้องการ (จากการควบคุมด้านเข้า) กับสภาวะจริง (จากตัวตรวจรู้) ของปริมาณที่ถูกควบคุมและส่งสัญญาณที่เหมาะสมไปยังตัวแปลงด้านออก 
  • ตัวแปลงด้านออก(Output Transducer) - แปลงสัญญาณไฟฟ้าเพื่อควบคุมปริมาณ
  • ปริมาณที่ถูกควบคุม(Controlled Quantity) - ปกติไม่ใช่ปริมาณไฟฟ้า เช่น ความเร็วมอเตอร์
  • วิถีป้อนกลับ(Feedback Path) - ปกติไม่ใช่ไฟฟ้า โดยตัวตรวจรู้จะตรวจจับสภาวะปริมาณที่ถูกควบคุม
ข้อมูลจาก:
แผนภาพบล็อค(Block Diagrams). (2018). Ice.co.th. Retrieved 14 December 2018, from http://www.ice.co.th/beginner/study/bdiags.htm#radio

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ระบบนิเวศ คือ ระบบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิต (Community) ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อม (Environment) ของแหล่งที่อยู่ (Habitat) ตัวอย่างระบบนิเวศ เช่น ระบบนิเวศนํ้าจืด (Fresh water ecosystem) ระบบนิเวศทะเล (Ocean ecosystem) ระบบนิเวศป่าไม้ (Forest ecosystem) โลกของเราจัดเป็นระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุด เรียกว่า โลกของสิ่งมีชีวิตหรือชีวภาค (Biosphere)

http://thitiwatwonghirundeha.blogspot.com/2013/09/blog-post_28.html

แบบนี้เรียกขาดทุนหรือปล่าว?

วันนี้ว่างนั่งเอาข้อมูลงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา และคะแนนผลทดสอบทางการศึกษามาเปรียบเทียบเล่น ๆ เฉพาะในส่วนของ ม.ปลาย


จากกราฟจะเห็นได้ว่างบประมาณด้านการศึกษาของประเทศเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 จนถึงปัจจุบัน แต่ ...


ระดับคะแนนวิชาพื้นฐานเราแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย บางวิชาลดน้อยลงด้วยซ้ำ กราฟคะแนนไม่มีแนวโน้มของการพัฒนาเลย (หุหุหุ)

คราวนี้เรามาดูงบประมาณบ้างว่าเท่าใหร่

ปีการศึกษารวมงบประมาณการศึกษาระดับก่อนวัยเรียน ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
253585,66565,672
2536108,07083,656
2537121,97394,760
2538135,309103,513
2539167,560124,381
2540202,864146,650
2541201,708139,425
2542207,317140,724
2543220,621147,858
2544221,592150,926
2545222,990151,924
2546235,444162,998
2547251,194179,033
2548262,722184,405
2549295,623204,011
2550355,241245,489
2551364,634253,509
2552419,233281,571
2553379,125282,212
2554423,562311,529
2555444,484341,316
2556493,927368,163
2557518,519383,557
2558531,045387,887
2559549,708388,081
2560536,732376,124
2561523,569325,296
2562510,505348,681

เห้ยยยยย มันไม่น้อยเลย เพิ่มขึ้นมาตลอด แล้วหน่วยไม่ใช่บาทนะ หน่วยคือล้านบาท อย่างปีงบ 62 เนี๊ยะได้ไปเหนาะ ๆ ห้าแสนล้านบาท (OMG)

เมื่อเทียบงบประมาณกับผลคะแนนที่ได้นี่เราขาดทุนชิบหายเลยคับ 555

จะดูแค่ ม.6 ก็ดูจะไม่แฟร์กับ ศธ. มาดู ป.6 และ ม.3 กันบ้าง



*** ไม่มีข้อมูลของปี 2548

เป็นยังไงก็ลองพิจารณาเองก็แล้วกันครับ จะบอกว่าจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะจากข้อมูลที่มี จำนวนนักเรียนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างเห็นได้ชัดนัก


ข้อมูลจาก: 
  1. http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatReport_Final.aspx?reportid=3490&template=2R1C&yeartype=M&subcatid=21
  2. http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/03.aspx

Ig Nobel

อิก โนเบล (Ig Nobel) ย่อมาจาก ignoble Nobel เป็นรางวัลสำหรับโครงการวิทยาศาสตร์แปลก ๆ ที่มักจะไม่ได้รับความสนใจจากกองบรรณาธิการนิตยสารวิทยาศาสตร์ แต่หลาย ๆ รางวัลก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลย โดยรางวัลอิก โนเบล ก่อตั้งโดย มาร์ก อับบราฮัม Marc Abrahams ในปี 1991


ในประเทศไทยก็มีผู้ที่ได้รับรางวัล เช่น

ปี พ.ศ. 2556 คณะแพทย์ชาวไทยได้รับรางวัลในสาขาสาธารณสุขจากผลงานเรื่องการต่ออวัยวะเพศที่ถูกตัดขาด

ปี พ.ศ. 2558 กองบัญชาการตำรวจนครบาลของไทย ได้รับรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ จากนโยบายให้เงินพิเศษแก่ตำรวจที่ร่วมด้วยช่วยกันปราบปรามสินบน

โครงสร้างโลกตามลักษณะกายภาพ

http://www.lesa.biz/earth/lithosphere/earth-structure/physical-structure

นักธรณีวิทยาแบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากความเร็วของคลื่น P wave และ S wave ดังนี้
  1. ธรณีภาค (Lithosphere)  คือ ประกอบด้วยเปลือกโลกทวีป (Continental crust) และ เปลือกโลกมหาสมุทร (Oceanic crust)  คลื่น P wave และ S wave เคลื่อนที่ช้าลงจนถึงแนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิก(Mohorovicic discontinuity) ซึ่งอยู่ที่ระดับลึกประมาณ 100 กิโลเมตร
  2. ฐานธรณีภาค (Asthenosphere) อยู่ใต้แนวแบ่่งเขตโมโฮโรวิซิกลงไปจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่คลื่นไหวสะเทือนมีความเร็วเพิ่มขึ้นตามระดับลึก โดยแบ่งออกเป็น 2 เขต ดังนี้ 
    • เขตที่คลื่นไหวสะเทือนมีความเร็วต่ำ (Low velocity zone หรือ LVZ) ที่ระดับลึก 100 - 400 กิโลเมตร  P wave และ S wave มีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างไม่คงที่ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นของแข็งเนื้ออ่อน   อุณหภูมิที่สูงมากทำให้แร่บางชนิดเกิดการหลอมละลายเป็นหินหนืด (Magma)  
    • เขตที่มีการเปลี่ยนแปลง (Transitional zone) อยู่บริเวณเนื้อโลกตอนบน (Upper mentle) ระดับลึก 400 - 700 กิโลเมตร   P wave และ S wave มีความเร็วเพิ่มขึ้นมาก ในอัตราไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแร่ 

  3. เมโซสเฟียร์ (Mesosphere) อยู่บริเวณเนื้อโลกชั้นล่าง (Lower Mantle) ที่ความลึก 700 - 2,900 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่คลื่นไหวสะเทือนมีความเร็วสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นของแข็ง
  4. แก่นชั้นโลกนอก (Outer core) ทึ่ระดับลึก 2,900 - 5,150 กิโลเมตร P wave ลดความเร็วลงฉับพลัน ขณะที่ S wave ไม่ปรากฏ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้เป็นเหล็กหลอมละลาย
  5. แก่นโลกชั้นใน (Inner core) ที่ระดับลึก 5,150 กิโลเมตร จนถึงความลึก 6,371 กิโลเมตร ที่จุดศูนย์กลางของโลก  P wave ทวีความเร็วขึ้น เนื่องจากความกดดันแรงกดดันภายในทำให้เหล็กเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง 
ที่มา: http://www.lesa.biz/earth/lithosphere/earth-structure/physical-structure

ชนิดของป่าไม้ในประเทศไทย

ป่าไม้ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ป่าประเภทไม่ผลัดใบ และป่าประเภทผลัดใบ

http://www.mnre.go.th/reo13/th/news/detail/9490

ป่าประเภทไม่ผลัดใบ


ป่าประเภทไม่ผลัดใบมีอยู่ประมาณ ๓๐ % ของเนื้อที่ป่าไม้ของประเทศ แยกออกเป็น ๔ ชนิดย่อย ๆ คือ

  1. ป่าดงดิบ
  2. ป่าสนเขา
  3. ป่าพรุ หรือป่าบึง
  4. ป่าชายหาด

ป่าประเภทผลัดใบ

เกิดในแถบที่ค่อนข้างแห้งแล้งของประเทศ มีฝนตกไม่ชุกนัก ดินเป็นดินร่วนปนทรายหรือปนกรวด และบางแห่งก็เป็นดินลูกรัง พืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนี้จัดเป็นประเภทผลัดใบเพราะต้นไม้จะทิ้งใบในฤดูแล้ง เกือบพร้อมหรือพร้อมกันทั้งป่า ต้นไม้บางชนิดในป่าชนิดนี้ เช่นไม้สักจะเจริญเติบโตโดยมีวงรอบปี ปีหนึ่งก็จะเพิ่มวงรอบปีวงหนึ่ง ทำให้เราสามารถศึกษาหาอายุของต้นไม้ต้นหนึ่ง ๆ ได้ รวมทั้งสามารถศึกษาภาวะดินฟ้าอากาศได้จากวงรอบปี เช่นปีไหนแห้งแล้งหนัก หรือเกิดไฟป่า หรือเกิดโรคระบาดในบริเวณนั้น วงรอบปีก็จะแคบ หากปีไหนน้ำท่าอุดมสมบูรณ์วงรอบปีก็จะกว้าง ลักษณะเช่นนี้จะไม่ค่อยพบเห็นในต้นไม้ของป่าประเภทไม่ผลัดใบ

ป่าประเภทผลัดใบนี้ในฤดูแล้งจะถูกไฟป่าผิวพื้นไหม้มากบ้างน้อยบ้างเป็นประจำ เพราะหญ้าซึ่งเป็นพืชล่างแห้งตาย กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ป่าผลัดใบแบ่งออกได้เป็น ๔ ชนิดคือ

  1. ป่าเบญจพรรณ
  2. ป่าแดง หรือป่าเต็งรัง
  3. ป่าทุ่ง
  4. ป่าละเมาะ
ที่มา: https://web.ku.ac.th/schoolnet/f-snet8.htm

พันธุศาสตร์ของมะละกอ

มะละกอ (Carica papaya L.) เป็นพืชใบเลี้ยงคู่จัดอยู่ในวงศ์ Caricaceae เป็นพืชในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ซึ่งต่อมาได้มีการนำไปขยายพันธุ์ทั่วโลก สามารถบริโภคได้ทั้ง ผลดิบและผลสุก มะละกอแพร่เข้ามาในประเทศไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา


https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/514730

มะละกอ เป็นพืชที่มีหลายเพศ (polygamous) บางต้นเป็นเพศผู้ มีเฉพาะดอกตัวผู้ซึ่งไม่มีเกสรตัวเมีย บางต้นเป็นเพศเมียมีดอกเฉพาะดอกตัวเมียซึ่งไม่มีเกสรตัวผู้ และบางต้นเป็นกระเทย คือมีดอกที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) พันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกกันมากคือพันธุ์ที่มีต้นแบบกระเทย เพราะสามารถผสมตนเอง (self pollination) ภายในดอกหรือภายในต้นเดียวกันได้ สามารถขยายพันธุ์ได้ดีเพราะให้เมล็ดที่มีอัตราการงอกเป็นต้นที่มีดอกกระเทยและต้นที่มีดอกตัวเมียในสัดส่วน 2 : 1 และต้นที่มีดอกกระเทยให้ผลที่มีรูปร่างยาว มีการให้ผลอย่างสม่ำเสมอ

Most Recent Topics!

การพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization)

การพาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization) เป็นการถนอมอาหารชั่วคราววิธีหนึ่ง โดยใช้ความร้อนในอุณหภูมิระหว่าง 60 - 80 องศาเซลเซียส ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้จุลินทรีย์ไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

https://www.slideshare.net/SumitBansal82/pasteurization-of-various-food-products

นิยามและความหมายของคำที่ควรรู้ (พันธุศาสตร์)

  1. ยีนส์ (gene): ลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่ในโครโมโซม
  2. ยีนส์เด่น (dominant gene): ยีนส์ที่สามารถแสดงลักษณะออกมาให้เห็นได้แม้ว่าจะมีเพียงยีนส์เดียวในสภาพเฮเทอโรไซกัส (Aa) เรียกลักษณะที่แสดงออกนี้ว่าลักษณะเด่น (dominant trait)
  3. ยีนส์ด้อย (recessive gene): ยีนส์ที่สามารถแสดงลักษณะออกมาได้น้อยกว่า หรือไม่แสดงออกเมื่ออยู่ในสภาพเฮเทอโรไซกัส (Aa) แต่จะแสดงออกเมือมีลักษณะด้อยอยู่ด้วยกัน ในสภาพโฮโมโลกันรีเซสสีฟ (aa) เรียกลักษณี่แสดงออกนี้ว่าลักษณะด้อย (recessive trait)
  4. แอลลีล (allele): ยีนส์ที่อยู่บนโลคัสเดียวกันบนโครโมโซมคู่เหมือน
  5. โลคัส (locus): คือตำแหน่งของยีนส์ที่เป็นแอลลีลกันบนโครโมโซม
  6. โฮโมโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome): โครโมโซมคู่เหมือน มีลักษณะ ขนาดและตำแหน่งของเซนโทรเมีย์เหมือนกัน
  7. จีโนไทป์ (genotype) คือรูปแบบของยีนส์ แบ่งออกเป็น
    a. Homozygous dominant (TT)
    b. Homozygous recessive (tt)
    c. Heterozygous (Tt)
  8. โฮโมไซกัสจีโนไทป์ (homozygous genotype): รูปแบบของยีนส์ที่มีแอลลีล 2 แอลลีลเหมือนกัน เช่น TT หรือ tt
  9. เฮเทอโรไซกัสจีโนไทป์ (heterozygous genotype): รูปแบบของยีนส์ที่มีแอลลีล 2 แอลลีล แตกต่างกัน ได้แก่ Tt
  10. ฟีโนไทป์ (phenotype) ลักษณะของยีนส์ที่ปรากฏหรือแสดงออกมา

หนังสือติวเข้มโอเน็ท วิชาชีววิทยา ม.ปลาย by Trueplukpanya


Content

  • บทที่ 1 ชีววิทยา คือ?
  • บทที่ 2 กล้องจุลทรรศน์
  • บทที่ 3 สารชีวโมเลกุล
  • บทที่ 4 องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต
  • บทที่ 5 พันธุศาสตร์
  • บทที่ 6 ระบบร่างกายมนุษย์
  • บทที่ 7 อนุกรมวิธาน
  • บทที่ 8 พืช
  • บทที่ 9 วิวัฒนาการ


  • บทที่ 9 วิวัฒนาการ

    บทที่ 8 พืช